• Narrow screen resolution
  • Wide screen resolution
  • Increase font size
  • Decrease font size
  • Default font size
  • default color
  • red color


Muslimah Today ::: مسلمة اليوم
อัสลามุอะลัยกุม วะเราะมะตุลลอฮิ วะ บะเราะกาตุฮฺ        

           ทีมงานมุสลิมะฮฺทูเดย์ ได้้รวมตัวกันอีกครั้ง หลังจากที่ได้กระจัดกระจายกันไปมีครอบครัว แม้ว่าจะมีกำลังที่ค่อนข้างน้อยและจำกัด แต่ก็มุ่งมั่นที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ ต่อไป
           ตามที่ได้มีการบันทึกความเข้าใจ ร่วมกันของมุสลิมะฮฺทูเดย์ ก็ยังยืนยันแนวคิดเดิมที่จะทำงานเพื่อสร้างดาอียะฮฺ(คนทำงานมุสลิมะฮฺ) และ ช่วยเหลือในการสร้างครอบครัวมุสลิมที่ดีขึ้นมา ตามกำลังอันน้อยนิดที่เรามีอยู่อย่างสุดความสามารถ อินชาอัลลอฮฺ

  •  
  •  
  •  
  •  
Home arrow ผู้หญิงเขียน-แปล arrow กฎเกณฑ์การญิฮาดสำหรับสตรี
กฎเกณฑ์การญิฮาดสำหรับสตรี PDF พิมพ์ อีเมล์

กฎเกณฑ์การญิฮาดสำหรับสตรี

http://indianewsworld.com/jihad.jpg

โดย ชัยคฺ  มุหัมมัด  ศอลิหฺ  อัล-มุนัจญิด
ถอดความโดย  หัฟเศ็าะฮฺ  อัล-มุสลิมาต

 

ถาม  ฉันกำลังสับสนเกี่ยวกับเรื่องกฎเกณฑ์การญิฮาดสำหรับสตรีว่ามีขอบเขตอย่างไร ?


                  ตอบ
  อัล-หัมดุลิ้ลลาฮฺ

        
http://littlegreenfootballs.com/weblog/pictures/Pictures/islamic-jihad-women.jpg     ญิฮาดไม่เป็นข้อบังคับ(วาญิบ)สำหรับสตรี  ท่านอิบนิ  กุดามะฮฺ ร่อหิมะฮุ้ลลอฮฺ ได้กล่าวว่า

การญิฮาดจะเป็นข้อบังคับก็ต่อเมื่อมีเงื่อนไข 7 ประการด้วยกัน คือ1.เป็นมุสลิม 2.บรรลุนิติภาวะแล้ว 3.มีสติสัมปะชัญญะปกติ หรือไม่วิกลจริต 4.เป็นไท 5.เป็นเพศชาย 6.ร่างกายเป็นปกติแข็งแรง 7.สามารถช่วยเหลือทางด้านการเงินได้   

ในประเด็นเกี่ยวกับ1.เป็นมุสลิม 2.บรรลุนิติภาวะแล้ว 3.มีสติสัมปะชัญญะปกติ หรือไม่วิกลจริต  เป็นเงื่อนไขจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับหน้าที่ที่พึงมีต่ออิสลาม  เนื่องจากกาฟิรฺไว้ใจไม่ได้ที่จะให้มาทำการญิฮาด   ส่วนคนวิกลจริตก็ให้ไปทำญิฮาดไม่ได้  และเด็กๆก็อ่อนแอเกินไปที่จะไปทำการญิฮาด  ท่านอิบนิ อุมัรฺ ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ  ได้กล่าวไว้ว่า ฉันได้เสนอตัวเองต่อท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัมในวันที่ทำสงครามอุฮุด ขณะที่ตอนนั้นฉันอายุ 14 ปี  แต่ท่านไม่ยอมให้ฉันไปร่วมรบด้วย  บุคอรียฺ-มุสลิม 

ส่วนประเด็นต้องเป็นเพศชายนั้น ก็เพราะว่ามีรายงานจากท่านหญิงอฺาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮาซึ่งได้กล่าวว่า โอ้ ท่านรสูลุ้ลลอฮฺ  สตรีต้องเข้าร่วมในการญิฮาดด้วยหรือไม่ ?  ท่านได้ตอบว่า  เข้าร่วมด้วย  แต่เป็นญิฮาดที่ไม่ใช่การต่อสู้  คือ หัจญฺ และ อุมเราะฮฺ  เพราะสตรีไม่สามารถต่อสู้ด้วยการใช้กำลังได้  สตรีไม่มีสรีระแข็งแรงอย่างผู้ชาย       (จาก อัล-มุฆนียฺ  เล่ม 9 หน้า 163)

หะดีษที่ท่านหญิงอฺาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮา รายงานข้างต้นนี้ อยู่ในบันทึกของท่านอิมามอะหฺมัด (หมายเลข 25361)  และอิบนิ มาญะฮฺ (หมายเลข 2901)  เป็นหะดีษศ่อหี๊ยฺหฺ จัดลำดับโดยท่านอิมามอัล-อัลบานียฺ  ใน ศ่อหี๊ยฺหฺ สุนัน อิบน มาญะฮฺ

 

 

แล้วสตรีจะออกไปช่วยเหลือบรรดามุญาฮิดีน และช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในสมรภูมิได้หรือไม่ ?


http://www.andrewbostom.org/blog/wp-content/uploads/babiesforjihad.jpg

อัล-สัรฺค่อสียฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ชัรฺหฺ อัส-สิยัรฺ อัล-กะบีรฺ เล่ม 1 หน้า184  บทที่ว่าด้วย สตรีร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับบุรุษในสงคราม ว่า

เราไม่ชอบให้สตรีต่อสู้เคียงข้างบุรุษในสงคราม  เนื่องจากสรีระร่างกายของสตรีมิได้ถูกสร้างมาเพื่อการต่อสู้   ดังที่ท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัมได้ถอนหายใจกล่าวอย่างลำบากใจว่า  ฮ้า! สตรีผู้นี้ ที่จริงแล้วนางไม่น่าจะต้องออกมาสู้รบเลย(น่าเห็นใจจริงๆ)(พูดเมื่อท่านเห็นร่างของสตรีนางหนึ่งกำลังต่อสู้ในสนามรบ  ทั้งๆที่โดยปกติแล้วนางไม่มีหน้าที่เช่นนั้นเลย  แต่ต้องทำเพราะเมื่อถึงคราวคับขันจำเป็นจริงๆ)  และเมื่อสตรีผู้หนึ่งต่อสู้กับข้าศึก  เอฺาเราะฮฺของนางก็จะถูกเปิดเผยออกมา แล้วมันก็จะเป็นที่สบใจของพวกมุชริกีน  และนั่นจะเป็นเหตุให้พวกมุชริกีนมีความหวังมากขึ้นที่จะมีชัยชนะเหนือมุสลิม  ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพวกเขาคิดว่าฝ่ายมุสลิมอ่อนแอจนถึงกับต้องเอาสตรีมาออกรบด้วย  พวกเขาจะกล่าวว่า พวกมุสลิมจำเป็นต้องใช้ความช่วยเหลือจากสตรีมาสู้กับพวกเรา   ดังนั้นจึงสมควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง  จากเหตุผลที่กล่าวมา จึงไม่สนับสนุนให้สตรีมีส่วนร่วมโดยตรงในการต่อสู้ ณ สมรภูมิรบ   แต่ถ้าหากฝ่ายมุสลิมไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ  สตรีก็จำเป็นต้องออกรบด้วย  เพราะการขับไล่กุฟฟารฺที่มารุกรานมุสลิมเป็นสิ่งจำเป็นต้องกระทำทุกวิถีทาง มิใช่เพียงถือว่าเป็นสิ่งที่อนุญาตเท่านั้น  แต่มันถือเป็นวาญิบด้วยซ้ำ  ดังตัวบทหลักฐานจากสงครามหุนัยนฺ

ซึ่งตอนท้ายของเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามหุนัยนฺได้มีกล่าวไว้ว่า : อุมมุ สุลัยมฺ บินติ มิลหาน رضي الله عنها  กำลังต่อสู้ในสนามรบโดยมีผ้ารัดเอวนางอยู่ผืนหนึ่ง  นางได้กล่าวว่า โอ้ ท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ท่านคิดอย่างไรเกี่ยวกับคนพวกนี้  ที่หนีไปจากท่านแล้วปล่อยให้ท่านล้มลงอย่างนี้ ?  ท่านไม่ควรยกโทษให้พวกเขาในเมื่ออัลลอฮฺให้ท่านมีอำนาจเหนือพวกเขา  ท่านได้กล่าวว่า  โอ้ อุมมุ สุลัยมฺ เอ๋ย การอภัยโทษของอัลลอฮฺนั้นมากมายเหลือล้นยิ่งนัก  นางได้กล่าวแก่ท่านซ้ำถึงสามครั้ง และทุกๆครั้งท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ก็จะกล่าวว่า ว่า  การอภัยโทษของอัลลอฮฺนั้นมากมายเหลือล้นยิ่งนัก  

ในอัล-มะฆอซียฺได้มีรายงานว่า: อุมมุ สุลัยมฺ บินติ  มิลหาน رضي الله عنها  กล่าวว่าโอ้ ท่าน รสูลุ้ลลอฮฺ เราไม่ควรสังหารคนพวกนี้หรือที่พวกเขาวิ่งหนีออกจากสนามรบ อย่างที่เราได้สังหารพวกมุชริกีน ?  ท่านได้กล่าวว่า  การอภัยโทษของอัลลอฮฺนั้นมากมายเหลือล้นยิ่งนัก  จะมีความจำเป็นอะไรอีกเล่าสำหรับสตรีที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าการต่อสู้ในสถานการณ์ดังกล่าว  ขณะที่พวกผู้ชายเหล่าบุรุษอกสามศอกทั้งหลายต่างหนีกันกระเจิดกระเจิงไปหมด  ปล่อยทิ้งท่าน รสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัมไว้ตามลำพัง   นี่เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า  ไม่เป็นความผิดแต่อย่างใดที่สตรีต้องออกไปสู้รบในสถานการณ์คับขันจำเป็นจริงๆ  ทั้งนี้เนื่องจากว่าท่าน รสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม เองไม่ได้ขัดขวางอุมมุ สุลัยมฺจากการสู้รบในสถานการณ์ดังกล่าว  แต่ก็ไม่มีรายงานว่าท่านอนุญาตให้สตรีออกไปสู้รบในเหตุการณ์อื่นๆ  

ไม่ถือว่าเป็นความผิดที่สตรีสูงอายุจะไปอยู่ในสนามรบเพื่อดูแลคนบาดเจ็บ  ลำเลียงเสบียงทั้งน้ำและจัดเตรียมอาหารเพื่อเลี้ยงดูบรรดาเหล่าทหารเมื่อกองทัพมุสลิมถึงคราวจำเป็นที่ต้องทำเช่นนั้น  เนื่องจากหะดีษที่อับดุลลอฮฺ บิน ก่อร็อฏ อัล-อัซฺดียฺ รายงานว่า : บรรดา สตรีของท่านคอลิด บิน อัล-วะลีด และสตรีของบรรดาศ่อหาบะฮฺทั้งหลายได้ถลกปลายแขนเสื้อขึ้น เพื่อนำน้ำไปเลี้ยงดูบรรดาเหล่ามุญาฮิดีน พร้อมทั้งยังท่องบทกลอนปลุกใจเพื่อการญิฮาดเมื่อคราวที่ทำการสู้รบกับไบเซ็น ไตน์(อาณาจักรโรมัน)  สตรีในที่นี้ทำไมจึงหมายถึงสูงอายุ  ทั้งนี้ก็เพราะสตรีที่ยังอ่อนเยาว์อยู่นั้นไม่อนุญาตให้ออกไปญิฮาดเนื่องจากเกรงว่าจะเกิดฟิตนะฮฺขึ้นได้  และสตรีสูงอายุหน่อยนั้นสามารถดูแลและแก้ไขความจำเป็นในสถานการณ์เช่นนั้นได้ 

และยังมีรายงานอีกว่าอุมมุ มุฏออฺ ซึ่งอยู่ร่วมกับท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ในสงครามค็อยบัรฺ  นางได้เล่าว่า : “ ฉันเห็นพวกอัสลัม(อาหรับเผ่าหนึ่ง)บ่นแก่ท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัมถึงความยากลำบากที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่  ดังนั้นท่านได้แนะนำพวกเขาให้ฮึกเหิมในการญิฮาดแล้วพวกเขาก็ตอบสนองคำแนะนำของท่าน  ฉันเห็นพวกอัสลัมเป็นพวกแรกที่บุกตะลุยไปถึงป้อมปราการของข้าศึก  และในวันนั้นอัลลอฮฺได้ทำให้พวกเรามีชัยชนะก่อนที่ตะวันจะตกดินเสียอีก 

นี่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อุมมุ มุฏออฺ ได้ออกไปอยู่ร่วมกับท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ในสงครามค็อยบัรฺ  และท่านก็ไม่ได้นางด้วย  จากหลักฐานเหล่านี้ทำให้เราได้รับรู้ว่าไม่เป็นความผิดที่สตรีสูงอายุหน่อยออกไปช่วยบรรดามุญาฮิดีน  โดยที่พวกนางปฏิบัติภาระหน้าที่ที่เหมาะสมแก่พวกนาง  และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงประทานความสำเร็จ     

จบบทคัดลอกจาก ชัรฺหฺ อัส-สิยารฺ อัล-กะบีรฺ เล่ม 1 หน้า184  

มีกล่าวในหนังสือ กิชชาฟ อัล-กินาอฺ كشاف القناع  เล่ม 3 หน้า 26 ว่า :  สตรีไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมญิฮาด  เพราะมันเป็นที่มาของความหวั่นไหวเย้ายวนใจ  และไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะแก่การต่อสู้  เนื่องจากลักษณะโดยธรรมชาติของนางนั้นมีความอ่อนและขี้กลัว  และไม่มีหลักประกันอันใดว่าพวกนางจะไม่ถูกข้าศึกจับไปเป็นเชลย  และไม่มีหลักฐานใดที่อนุญาตให้นางทำในขณะที่อัลลอฮฺได้ห้ามปรามไว้  อุละมาอ์บางท่านกล่าวว่า ยกเว้นภริยาของผู้ปกครองของรัฐหรือภริยาของแม่ทัพ ที่อาจจะได้รับอนุญาตเพื่อช่วยเหลือเขาตามความจำเป็น โดยอาศัยหลักฐานจากการกระทำของท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม   หรือจากตัวอย่างสตรีสูงอายุในกรณีจำเป็นจริงๆ   เช่น การบริการให้น้ำดื่มแก่บรรดาทหารและการดูแลช่วยเหลือบรรดามุญาฮิดีนที่ได้รับบาดเจ็บจากการทำศึก  เกี่ยวกับเรื่องนี้ อัรฺ-รุบัยยิอฺ บินติ มุเอฺาวิซرضي الله عنها  ได้กล่าวว่า  พวกเราเคยออกไปสู้รบร่วมกับท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม    พวกเราได้ช่วยกันบริการให้น้ำดื่มและอำนวยความสะดวกต่างๆแก่บรรดามุญาฮิดีน  และยังช่วยกันลำเลียงผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและชะฮีดกลับยังนครมะดีนะฮฺ  ในบันทึกของบุคอรียฺ  และก็มีอยู่ในบันทึกของมุสลิม จากการรายงานของท่านอนัส رضي الله عنه   ทั้งนี้เนื่องจากบรรดาบุรุษกำลังพัวพันอยู่กับการสู้รบไม่มีเวลาหรือกำลังคนมาทำหน้าที่ดังกล่าวที่สตรีทำ  ดังนั้นการบริการและช่วยเหลือดังกล่าว  จึงเป็นการช่วยเหลือและสนับสนุนมุสลิมีนโดยตรงให้พวกเขาได้ทำหน้าที่สู้รบศัตรูได้อย่างเต็มที่  ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง

http://atlasshrugs2000.typepad.com/atlas_shrugs/images/2008/05/16/nabka_muslim_woman.jpgทั้งหมดที่กล่าวมานี้ต้องกระทำร่วมกับการญิฮาดในกรณีที่ศัตรูไม่ได้บุกรุกดินแดนมุสลิม   ส่วนในกรณีที่ญิฮาดเป็นหน้าที่ภาคบังคับ(วาญิบ)แก่มุสลิมทุกคนที่มีความสามารถทางด้านร่างกาย  ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรี  และสตรีอาจจะออกไปญิฮาดโดยไม่ต้องขออนุญาตจากสามี  อัล-กาซานียฺ อัล-หะนะฟียฺ ร่อหิมะฮุ้ลลอฮฺ  ได้กล่าวว่า  เมื่อถึงเวลาที่มีการเคลื่อนพลทางทหารกัน  เช่น เมื่อศัตรูได้บุกรุกดินแดนมุสลิม เมื่อนั้นถือเป็นหน้าที่ภาคบังคับส่วนบุคคล(ฟัรฎุอัยนฺ)แก่มุสลิมทุกคนที่สามารถทำการต่อสู้ได้  ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า

พวกเจ้าจงเคลื่อนพลออกไปเถิด  ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีความคล่องตัว(ทั้งสุขภาพแข็งแรง  หนุ่มแน่น  หรือมีทรัพย์สินมากมาย)  และคนที่อืดอาด(สุขภาพไม่ค่อยดี  เจ็บป่วย  คนชรา  หรือคนยากจน)  และพวกเจ้าจงญิฮาดด้วยทรัพย์สินของพวกเจ้าและชีวิตของพวกเจ้าในทางของอัลลอฮฺ  เช่นนี้แหละ ดียิ่งสำหรับพวกเจ้า  หากพวกเจ้ารู้  สูเราะฮฺ อัต-เตาบะฮฺ : 41 

อย่าให้เกิดขึ้นแก่ชาวมะดีนะฮฺและชาวอาหรับที่พักอยู่รอบๆมะดีนะฮฺ  ที่พวกเขาจะผินหลังให้กับรสูลของอัลลอฮฺ  และพวกเขาเหล่านั้นจงอย่าห่วงชีวิตของตัวเองมากกว่าชีวิตของรสูลของอัลลอฮฺ............  สูเราะฮฺ อัต-เตาบะฮฺ : 120

จาก  บะดาอิอฺ อัศ-ศ่อนาอิอฺ  เล่ม 7 หน้า 98  

และมีเนื้อหาคล้ายๆกันนี้กล่าวไว้ในหนังสือ อัช-ชัรฺหฺ อัศ-ศ่อฆีรฺ  หนึ่งในตำราของมัซฮับมาลิกียฺ เล่ม 2หน้า 274 ว่า  ถ้าศัตรูโจมตีดินแดนของมุสลิม  เมื่อนั้นการญิฮาดถือเป็นหน้าที่ภาคบังคับ(วาญิบ)สำหรับทุกคนทั้งบุรุษและสตรี


 

สรุป

โดยหลักการแล้วญิฮาดไม่หน้าที่ภาคบังคับ(วาญิบ)แก่สตรี  ยกเว้นในกรณีที่จำเป็นจริงๆ  เช่น  ถ้าพวกกุฟฟารฺได้บุกโจมตีดินแดนของมุสลิม  ในกรณีเช่นนี้ ญิฮาดจะกลายเป็นหน้าที่ภาคบังคับ(วาญิบ)แก่สตรีด้วยตามความสามารถของพวกนาง  ถ้านางไม่สามารถเข้าร่วมต่อสู้ได้ก็ไม่เป็นข้อบังคับแก่นาง  เนื่องจากอัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า

อัลลอฮฺไม่วางภาระหนักแก่ชีวิตใด เว้นแต่ตาม(ไม่ให้เกิน)ขีดความสามารถของชีวิตนั้น... สูเราะฮฺ อัล-บะก่อเราะฮฺ : 286   

 

วัลลอฮุ อะอฺลัม - และอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง


 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >