






Muslimah Today ::: مسلمة اليوم
อัสลามุอะลัยกุม วะเราะมะตุลลอฮิ วะ บะเราะกาตุฮฺ
ทีมงานมุสลิมะฮฺทูเดย์ ได้้รวมตัวกันอีกครั้ง หลังจากที่ได้กระจัดกระจายกันไปมีครอบครัว แม้ว่าจะมีกำลังที่ค่อนข้างน้อยและจำกัด แต่ก็มุ่งมั่นที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ ต่อไป
ตามที่ได้มีการบันทึกความเข้าใจ ร่วมกันของมุสลิมะฮฺทูเดย์ ก็ยังยืนยันแนวคิดเดิมที่จะทำงานเพื่อสร้างดาอียะฮฺ(คนทำงานมุสลิมะฮฺ) และ
ช่วยเหลือในการสร้างครอบครัวมุสลิมที่ดีขึ้นมา ตามกำลังอันน้อยนิดที่เรามีอยู่อย่างสุดความสามารถ อินชาอัลลอฮฺ
เขียนให้ผู้หญิง
บทบาทของผู้หญิงมุสลิมที่ถดถอย | บทบาทของผู้หญิงมุสลิมที่ถดถอย |
|
|
|
|
บทบาทของผู้หญิงมุสลิมที่ถดถอยปรากฏพร้อม ๆ กับความตกต่ำของประชาชาติมุสลิม
โดย เชค ดร. ยูซุฟ อัล-ก็อรฎอวียฺอิบนุ อับดุรรอูฟ เรียบเรียง
ใครก็ตามได้หันไปพิจารณาดูผู้หญิงในสมัยของท่านนบี เขาจะพบว่าผู้หญิงนั้นบรรลุถึงความสำเร็จร่วมไปพร้อม ๆ กับผู้ชาย นับตั้งแต่วันแรก ๆ (ของการประกาศอิสลาม)
เสียงแรกที่กึกก้องในการสนับสนุนการดะอฺวะฮฺ(การเผยแผ่อิสลาม)ของท่านนบีมุฮัมมัด หาใช่เสียงผู้ชายไม่ แต่เป็นเสียงของผู้หญิง นั่นคือเสียงของท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ
เลือดหยดแรกที่หลั่งออกมาเพื่ออิสลาม ชะฮีด(ผู้พลีชีพเพื่อ อิสลาม)คนแรกในประวัติของศาสนานี้ – ประวัติศาสตร์อิสลาม - หาใช่ผู้ชายไม่ ชะฮีดคนแรกเป็นผู้หญิง เธอคือสุมัยยะฮฺ แม่ของอัมมารฺ ภรรยาของยาซิร ขออัลลอฮฺ ประทานความเมตตาให้กับพวกเขาทั้งหมดด้วยเถิด
ผู้หญิงได้มีบทบาท นับตั้งแต่เริ่มต้นประวัติศาสตร์อิสลาม พวกเธอได้มีส่วนร่วมในชัยชนะของงานดะอฺวะฮฺ(การเผยแผ่)อิสลาม พวกเธอได้มีส่วนร่วมในการสร้างอารยธรรมอิสลาม ผู้หญิงได้มีส่วนร่วมกับสามีของนางไปยังอบิสสิเนีย พวกเขายังอยู่กันที่นั่นจนถึงปีฮิจญฺเราะฮฺ(อพยพ)ที่เจ็ด จึงได้จากอบิสสิเนียมาสู่นครมดีนะฮฺ
ผู้หญิงเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่ได้บัยอะฮฺ(สัตยาบัน)แห่งอะเกาะบะฮฺแก่ท่านนบี ร่วมกับพวกเผ่าเอาซ์และค็อจรอจญฺ ก่อนการ ฮิจญเราะฮฺ(อพยพ) และหลังจากการฮิจญเราะฮฺ พวกเธอก็ได้ร่วมกับท่านนบี ในสมรภูมิต่าง ๆ จนอิหม่ามบุคอรียฺได้เขียนประวัติเอาไว้ในหนังสือเศาะฮีฮฺของท่านในบทที่ว่าด้วย “สงครามของบรรดาเหล่าสตรี” ท่านอิหม่ามบุคอรียฺ ได้กล่าวถึงบรรดามารดาแห่งศรัทธาชนและเศาะฮาบียะฮฺ(เศาะฮาบะฮฺสตรี)ที่ได้เข้าร่วมในสมรภูมิต่างๆของท่านนบี เอาไว้ และเราไม่อาจลืมได้ถึงนะสีบะฮฺ บินติ กะอฺบฺ อุมมุ อัมมาเราะฮฺ อัล-อันศอรียะฮฺ และการต่อสู้ของนางในสงครามอุฮุด ซึ่งท่านนบีได้กล่าวถึงนางเอาไว้ว่า “ไม่ว่าฉันจะหันไปทางซ้ายหรือหันไปทางขวา ฉันต้องพบหล่อนกำลังต่อสู้อยู่”
ผู้หญิงมีบทบาทในยุคของท่านนบี และอัล-กุรอานเองก็ได้ถูกประทานมาเกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงในหลาย ๆ ซูเราะฮฺด้วยกัน กล่าวได้ว่านับเป็นสิบซูเราะฮฺ บางซูเราะฮฺได้ถูกตั้งชื่อตามชื่อของผู้หญิง ดังซูเราะฮฺมัรยัม(มารดาของนบีอีซา) ซูเราะฮฺอัล-มุญาดิละฮฺ(หญิงผู้โต้แย้ง) ซึ่งปรากฏเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับชื่อนี้ว่า โดยแน่นอน อัลลอฮฺทรงได้ยินถ้อยคำของสตรีที่กำลังโต้แย้งกับเจ้า(มุฮัมมัด)ในเรื่องสามีของนางและนางได้ร้องทุกข์ต่ออัลลอฮฺ และอัลลอฮฺนั้นทรงได้ยินการตอบโต้ของเจ้าทั้งสอง [1] แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรู้เห็นเสมอ [2]
เศาะฮาบะฮฺบางท่านได้เห็นผู้หญิงบางคนเดินทางไปกับท่านอุมัร อิบนุล ค็อฏฏอบ และได้พูดคุยกับท่านนาน ๆ เศาะฮาบะฮฺบางท่านคัดค้านพฤติกรรมเช่นนี้ โดยกล่าวว่า อะไรกัน ผู้หญิงคนนี้ ถึงได้มาขัดจังหวะท่าน โอ้ อมีรุล มุอ์มีนีน(ผู้บัญชาการแห่งศรัทธาชน)? ท่านอุมัร กล่าวว่า “ผู้หญิงคนนี้เป็นผู้ซึ่งอัลลอฮฺ ได้ฟังนางจากเหนือสุดของฟากฟ้าทั้งเจ็ด(ที่ว่า) โดยแน่นอน อัลลอฮฺทรงได้ยินถ้อยคำของสตรีที่กำลังโต้แย้งกับเจ้าในเรื่องสามีของนางและนางได้ร้องทุกข์ต่ออัลลอฮฺ … (ตามอายะฮฺในซูเราะฮมุญาดิละฮฺข้างต้น)”
ต่อมาได้เกิดความตกต่ำของมุสลิม พร้อมกันนี้ได้เกิดการแพร่หลายของฮะดีษ เมาฎูอฺ(ฮะดีษที่ถูกปลอมขึ้น มิใช่คำพูดของท่านนบี )ที่เกี่ยวกับผู้หญิง ดังเช่น “พวกท่านทั้งหลายอย่าได้สอนผู้หญิงซึ่งการเขียนหนังสือ” “พวกท่านทั้งหลายจึงปรึกษากับพวกนาง แต่จงปฏิบัติตรงกันข้าม(กับที่นางได้ให้คำปรึกษา) ” “การซ่อนเด็กผู้หญิงไว้ เป็นส่วนหนึ่งของเกียรติยศ” เป็นต้น เช่นเดียวกัน ได้เกิดฟัตวา(ข้อชี้ขาดทางศาสนา)ที่แข็งกร้าวขึ้น ฟัตวาเหล่านี้ได้ห้ามผู้หญิงมิให้ไปยังมัสญิดเพื่อทำการละหมาด เริ่มแรกก็อนุญาตให้แก่ผู้หญิงอาวุโสให้ไปมัสญิดได้ ต่อมานักฟัตวารุ่นหลังก็ไม่อนุญาตเลย จนกระทั่งกลายเป็นว่า แม้แต่ผู้หญิงแก่ชราก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ไปมัสญิด โดยให้เหตุผลว่าผู้หญิงที่แก่ชราก็มีผู้ชายที่ผมหงอกมองดูนางเช่นกัน ดังนั้นเพื่อสกัดกั้นฟิตนะฮฺมิให้เกิดขึ้น จึงได้ห้ามผู้หญิงทั้งหมดไม่ให้ไปมัสญิด !!!
ผู้หญิงจึงถูกห้ามไม่ให้ไปมัสญิดในประเทศมุสลิมหลาย ๆ ประเทศ พวกนักฟัตวาที่ได้ห้ามนางจากการไปมัสญิดกล่าวว่า เป็นหน้าที่ของพ่อของนางที่จะให้ความเข้าใจศาสนากับนาง หรือไม่ก็เป็นหน้าที่ของสามีของนางที่จะต้องสอนศาสนาให้กับนาง แต่หากว่าสามีของนางไม่มีความรู้ พ่อของนางไม่มีความเข้าใจ ตัวของพ่อนางเองยังต้องการคนไปสอนให้ คนที่ไม่มีอะไร แล้วจะเอาอะไรให้คนอื่นได้เล่า คนที่หลงทาง ให้คนตาบอดชี้ทางให้ก็ต้องหลงทางเป็นแน่ สุดท้ายกลายเป็นว่า ผู้หญิงถูกห้ามจากการอิบาดะฮฺและจากความรู้
กรณีที่พวกนักฟัตวากล่าวว่า พ่อของพวกนางจะสอนนางเอง แล้วเมื่อท่านกลับบ้าน พวกท่านได้เล่าเนื้อหาคำบรรยายที่ท่านได้รับฟังนี้ให้แก่พวกนางด้วยหรือไม่? คำตอบคือ ไม่ ข้าพเจ้าจึงถามต่อไปว่า แล้วเหตุผลใดเล่าที่พวกท่านได้ห้ามพวกนางมิให้มามัสญิด?
เราเห็นว่าผู้ชายมุสลิมและผู้หญิงมุสลิมในยุคสมัยท่านนบี ได้ไปมัสญิดพร้อม ๆ กันในการละหมาดห้าเวลา ในละหมาดอิชาอ์และศุบฮฺ ทั้งที่ถนนหนทางก็ไม่ได้ลาดปู(เช่นทุกวันนี้) และยังไม่มีแสงไฟ ท่านนบี ได้กล่าวว่า พวกท่านทั้งหลายอย่าได้กีดกันบ่าวหญิงของอัลลอฮฺจากการไปมัสญิดของอัลลอฮฺ [3]
แน่นอนที่สุด ผู้หญิงเคยมีบทบาทในชีวิตแห่งอิสลามมาก่อน ก่อนที่เกิดการถดถอยของบทบาทของพวกนาง การถดถอยของบทบาทผู้หญิงนี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการถดถอยของอารยธรรมอิสลาม เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความล้าหลังของมุสลิม
[1] อายะฮฺนี้เกี่ยวข้องกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้มาร้องเรียนและโต้แย้งกับท่านนบี เกี่ยวกับสามีของนาง ซึ่งได้กล่าวกับนางขณะที่เกิดโทสะว่า “เธอเป็นเสมือนกับแม่ของฉัน” การกล่าวด้วยคำพูดเช่นนี้ในสมัยนั้นถือว่าเป็นการหย่า ดังนั้นอายะฮฺกลุ่มนี้ของซูเราะฮฺ อัล-มุญาดิละฮฺ(หรืออัล-มุญาดะละฮฺ)จึงถูกประทานลงมา [2] อัลกุรอาน 58:1 |
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|
| Home |
| บทความ |
| กิจกรรม |
| มุสลิมะฮฺทูเดย์ |
| Muslimah Meeting |
| Mulsimah Training |